ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

'90วัน ฉันจะไปเวิร์ค' [WAT2017] EP02: สัมภาษณ์วีซ่า J-1

เข้าเดือนกุมภาแล้ว หลาย ๆ เอเจ้นท์ก็ทยอยปิดรับสมัครโครงการ Work and  Travel 2017 
แต่สำหรับใครที่เพิ่งรู้ตัว เฮ้ย ฉันก็อยากจะไปเวิร์คบ้างเหมือนกัน ไม่ต้องตกใจไป ยังมีเอเจ้นท์บางส่วนที่ยังเปิดรับสมัครอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หาข้อมูลไว้เยอะ ๆ เพราะว่าการสมัครกันโค้งสุดท้ายก็มีสิ่งที่ต้องระวังนั่นก็คือเรื่องงาน งานที่เหลืออยู่ก็จะน้อยมาก และมักจะเป็นงานที่คนอื่นไม่เลือกทำเพราะหลาย ๆ เหตุผล อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจกันด้วยเด้ออออ 

เอ้า ส่วนใครที่ผ่านขั้นตอนการสมัครมาแล้ว ได้งานแล้ว กำลังเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์วีซ่า ก็มาทางนี้เลยยยยย เย่ (ขออภัยไม่มีรูปปลากรอบ เพราะไม่ได้พกมือถือไปปปป)

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เข้ามาอ่าน น่าจะเข้าไปส่องรีวิวพันทิปมาหลายกระทู้แล้ว ใช่มะ เรารู้ เพราะเราก็เป็น แกรรรรร รีวิวตั้งแต่ยามหน้าประตูยันลักษณะเข้าหน้าที่สัมภาษณ์แต่ละคน เราต้องเตรียมตัวแบบไหน เขาจะถามอะไรบ้าง ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องทำยังไง เราจะมาเคลียร์กันไปทีละคำถามเนอะ



[เอกสารใช้สัมภาษณ์วีซ่า] **สำคัญมาก ไม่มีไม่ได้เข้าสัมภาษณ์เด้ออ**
1.ใบคำร้องยื่นขอวีซ่าอเมริกา DS-160 
2. Passport เล่มปัจจุบัน (ถ้าใครเคยเข้าเมกา แต่อยู่ในเล่มเก่า ให้ติดเล่มเก่ามาด้วย)
3. เอกสาร DS2019
4. ใบเสร็จค่า SEVIS
5.Transcript ฉบับล่าสุดที่มีอายุไม่เกิน 30 วัน ในวันที่เข้าสัมภาษณ์

พวกนี้คือ ห้ามลืมเด็ดขาดดดดด เลยนะ แต่ส่วนใหญ่แล้วเอเจ้นท์ก็จะจัดการให้หมด เราคอยเช็คเรื่องความถูกต้องอย่างเดียวก็พอ ถ้าสัมภาษณ์ผ่าน เจ้าหน้าที่จะเก็บ 1-4 เอาไว้เลย แล้วจะคืน Passport ให้ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังวันสัมภาษณ์จ้าาา


[เอกสารประกอบการสัมภาษณ์วีซ่า] 
ตรงนี้เขาอาจจะขอดูเพิ่มหรือไม่ดูก็ได้ เตรียมเผื่อไว้ อุ่นใจกว่าาาา
-รูปถ่ายวีซ่า 1 ใบ
-เอกสารทางการเงินหรือ statement 
-หนังสือรับรองสถานภาพนิสิต นักศึกษา


[ขั้นตอนการสัมภาษณ์วีซ่า]
BEFORE
1. หลังจากที่ได้วันนัดสัมภาษณ์วีซ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้ใจร่ม ๆ นอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนวันสัมภาษณ์ จะได้ไม่เบลอและไปโป๊ะต่อหน้าเจ้าหน้าที่
2. วันสัมภาษณ์แต่งกายชุดนิสิต นักศึกษาให้เรียบร้อย รองเท้าก็ขอให้หุ้มส้น ดูเรียบร้อยและปลอดภัยดี แต่วันที่เราไปบางคนใส่รัดส้นก็ยังพอได้อยู่ แต่ไม่เอาแตะเด้ออ ไม่เอาแตะะะ

THAT DAY
-ในวันนั้น เพื่อน ๆ จะได้รับเอกสารที่เรียกว่า DS-160 หรือเอกสารสมัครวีซ่าที่เรากรอกไปทางเว็บไซต์(หรืออย่างเราจะมีเอเจ้นท์จัดการให้)
-ตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้อง ครบถ้วนไหม
-ไปสัมภาษณ์แต่ตัว ปากกา และเอกสารที่เตรียมไว้เท่านั้น จะลัดคิวเข้าสัมภาษณ์ได้เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาฝากของ และที่สถานทูตรับฝากแค่มือถือเครื่องเดียวเท่านั้นเด้อออ ของมีค่าไม่ควรเอาติดตัวไปเด็ดขาด
-พกเงินแบบธนบัตรไปประมาณ 150 บาท เดี๋ยวจะบอกว่าพกไปทำไม

ทีนี้จะร่ายยาวฉบับคนขี้เกียจเขียนเป็นข้อ ๆ ละ 5555

1. เราได้รอบสัมภาษณ์วีซ่า 12.45 ต้องไปถึงหน้าสถานทูตก่อนเวลานิดหน่อย เขาไม่ให้มาก่อนเวลานานกว่า 15 นาที ก็ไปตอน 12.30 ต่อแถวอยู่ริม ๆ กำแพง เจ้าหน้าที่ก็จะมาตรวจเอกสารเบื้องต้น และให้บัตรคิวเรามา 

2. ได้บัตรคิวแล้วก็มาต่อแถวเข้าตรวจอาวุธก่อนเข้าสถานทูต จะเป็นสเตชั่นนึงเลย รปภ. เยอะมาก แต่ละคนหน้าดุสุด ๆ แต่พอไปสบตาก็เห็นเขาแอบยิ้ม วรั๊ยยยย ทำเป็นเข้ม จริง ๆ เขาใจดีเว่ย มีลุงคนนึงเห็นแถวข้างนอกค่อนข้างยาว ยังพูดแซว ๆ ขึ้นมาเลยว่า 'เปิดประตูให้น้องเข้ามาหน่อย น้องเขาร้อน(ยิ้ม)'  เข้าสเตชั่นนี้ทีละ 5 คน เอาของทุกอย่างวางใส่ตะกร้าที่เขาเตรียมไว้ ทุกอย่างเด้อ มีอะไรใส่มาให้หมด ตะกร้านั่นก็เข้าเครื่องตรวจจับ ส่วนตัวเราก็เดินไปกางแขนขาให้เขาแสกนว่ามีสิ่งของต้องห้ามมั้ย ทุกคนเกร็งมาก แต่ก็ผ่านไปได้ ผ่านประตูนั้นออกมาก็จะมาถึงอีกสเตชั่นนึง 

3.สเตชั่นที่ 2 นี้ เราจะขอเรียกว่า สเตชั่น 'เคยมั้ยน้องเราเข้าไปต่อเเถว(อีกรอบ) จะมีพี่เจ้าหน้าที่สองคนอยู่ ตอนเราไปมีชายคนหญิงคน  เจ้าหน้าที่ตรงนี้ก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ว่าจะเจอคนไหนน้า พอยื่นเอกสารให้พี่เขาเสร็จ เขาก็พูดประโยคเดียวสั้นๆว่า
     "เคยมั้ย" 
     "อะไรหรอคะ"
     "เคยมั้ยน้อง"
ไอ้ประโยค เคยมั้ย ของพี่เขาเนี่ย เต็ม ๆ คือ "น้องเคยเข้าเมกามั้ย มีวีซ่าของเมกามั้ย" เพียงแค่เพื่อน ๆ ตอบไปสั้น ๆ ว่า เคย หรือไม่เคย ปัญหานั้นก็จะหมดไป 55555

หลังจากเคยไม่เคย พี่เขาก็จะแปะสติกเกอร์แผ่นนึงมาในเอกสารของเรา สิ่งที่ต้องทำคือ
'จดตัวอักษรบนเส้นสีแดงมาให้หมด เพราะมันคือ
เลข EMS ที่เขาจะส่งพาสปอร์ตคืนให้เราหลังสัมภาษณ์ผ่านนั่นเอง

4.จบสเตชั่นย่อย ๆ แล้ว เราจะมาเข้าห้องเย็นกัน จริง ๆ แล้วแอร์มันไม่ได้เย็นอะไรหรอก ออกจะสบาย ๆ ด้วย ซ้ำ แต่ที่เรียกห้องเย็น เพราะบรรยากาศมันชวนให้ใจสั่น หวั่นใจจ

เมื่อเพื่อน ๆ ก้าวเท้าเข้าห้องนี้แล้ว ควรทำตัวให้สงบ และ มีสติที่สุด

อันนี้เป็นภาพตอนที่เราเข้าไปและคนไม่เยอะมาก อย่างไรก็ตาม อาจมีการเปลี่ยนแปลงแถว หรือเจ้าหน้าที่ที่หมุนเวียนอยู่แล้วตามช่วงเวลาที่เพื่อน ๆ เข้าไป ช่วงนึงแบบนึง อีกช่วงนึงก็อาจเป็นอีกแบบนึง เราแค่นำประสบการณ์เฉพาะของช่วงเวลาที่เราเจอมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อน ๆ ไปถึง อาจจะไม่ต้องเดินเรียงช่องหรือทำอย่างที่เราทำเหมือนกันเปี๊ยบ ยังไงก็ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ณ เวลานั้น ๆ โดยตรงจะดีที่สุดค่ะ

ด่านหน้าคือด่านตรวจเอกสารและแสกนลายนิ้วมือทั้งสิบนิ้ว ให้เดินเข้าช่องที่ว่าง พี่ ๆ เขาจะให้เราพิมพ์ลายนิ้วมือ เช็คเอกสาร และให้ไปที่ช่องเบอร์ 10

เพื่อน ๆ ยังจำเงิน 150 บาทข้างบนได้มั้ย ตรงนี้แหละที่จะบอกว่าเพื่อนจะต้องเสียมันหรือเปล่า เพราะว่า ถ้าใครที่รูปถ่ายไม่ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ก็จะต้องนำเงินนั้นไปหยอดตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติ ซึ่งมีแค่ไม่กี่คนที่ต้องไปถ่ายใหม่ เวลาจะถ่ายก็ให้ถ่ายกับร้านที่เขารู้ เชี่ยวชาญดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียหลายต่อ นอกจากเสียเงินเเล้วยังเสียเวลาด้วย และขอเตือนว่า ตู้นี้เป็นตู้กินเงิน หยอดเกิน เขาไม่ทอนเด้อออออ 

ด่านสอง ช่อง 10 จะมีฝรั่งรูปหล่อคนนึงอยู่ -..- ยืนยันลายนิ้วมือ และยังไม่ทันได้พูดคุยกัน เขาก็จะให้เราเดินตามทางมาด่านสุดท้าย แอร้

ด่านสุดท้าย หายใจเข้าลึกๆ ฮืดดด หายใจออกช้า ๆ ด่านนี้แหละเป็นตัวตัดสินว่าจะได้ไปต่อไหม 
ตอนเราไปมีแค่สองช่อง ผู้ชายทั้งสองคน เลือกเอาเลย ซ้ายหรือขวา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วยนะ อาจจะได้ผู้หญิงผู้ชาย คนไทยหรือต่างชาติ สำเนียงไหนก็ต้องไปลุ้นกันตรงนั้นเนอะะ ก้าวขาเข้าช่องปุ๊ป เขาก็จะขอดูเอกสาร ของเราเขาแอบเหล่เกรดในทรานสคริปต์นิดนึง(เห็นนะเฟ่ยยย) แล้วส่งคืนอย่างไว แล้วก็เริ่มถาม

-คุณไปที่ไหน 
คำถามนี้ก็ง่าย ๆ ตอบเมืองและรัฐที่เราจะไปทำงาน สั้น ๆ แต่ให้เสียงดังฟังชัดนะ (เพื่อนข้างหลังก็ได้ยินหมด แต่อย่าได้เเคร์)

-ไปทำอะไร ตำแหน่งอะไร
ก็ตอบไปตามตำแหน่งที่เราได้งาน ละต้องทำอะไรบ้าง คร่าว ๆ ก็คือ job description นั่นเอง อย่างเราเป็น hospitality crew ก็บอกย่อย ๆ ไปด้วยว่าจะทำส่วนไหน เวลาพูดก็จ้องตาตลอด 

-เรียนอะไรอยู่
อันนี้ชิวมาก เรียนที่ไหน คณะอะไร เกี่ยวกับอะไร เวลาพูดก็ใส่น้ำเสียงมุ่งมั่นตั้งใจเข้าไปด้วย อย่างเราบอกว่าเรียนเอกภาษาไทย โทญี่ปุ่น แอบแถมตอนจบด้วยว่าอาชีพที่อยากทำเป็นอะไร

-คุณได้อ่านเอกสารสิทธิหรือยัง 
เราตอบแค่ว่าได้อ่านแล้ว ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ เขาก็ไม่ติดใจอะไร แต่บางคนเขาก็จะถามต่อนะ ว่ามันเกี่ยวกับอะไร อธิบายให้เขาฟังสั้น ๆ เป็นภาษาอังกฤษ หรือยกตัวอย่างสิทธิของเราาสักข้อสองข้อก็น่าจะรอดเเล้ว 
เอกสารนี้ชื่อทางการของเขาคือ wilberforce จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของเราในฐานะผู้ใช้แรงงานในสหรัฐอเมริกา เขาจะมีกล่องให้หยิบเอกสารนี้ตอนอยู่สเตชั่นที่สอง ก็เอามาอ่านคร่าว ๆ จริง ๆ ในเน็ตก็มีฉบับย่อ ภาษาอังกฤษให้อ่านด้วย ไปโหลดมาอ่านได้ ฉบับอังกฤษง่ายกว่าไทย และจะทำให้ง่ายต่อการอธิบาย ไม่ต้องมานั่งแปลไทยอิ๊งอีกรอบด้วย 
ลิงค์จ้า: rights-protections-temporary-workers.html


เสร็จ เขาก็เก็บเอกสารเราไปเเล้วก็จบท้ายด้วย
"ยินดีด้วย คุณสัมภาษณ์ผ่านแล้ว คุณจะได้รับพาสปอร์ตคืนภายในหนึ่งอาทิตย์ ขอให้โชคดี" จะขอบคุณ แอบขยิบตา หรืออวยพรอะไรให้เขาก็ทำไป แต่สิ่งที่ไม่ควรทำและโป๊ะมาก นั่นก็คือ การขอพาสปอร์ตคืน

ด้วยการนอนที่ไม่ค่อยเพียงพอของเรา บวกกับความตื่นเต้นและสติที่ล่องลอย ทำให้เราเอ่ยขอพาสปอร์ตคืน อย่าาาาา อย่าทำเป็นอันขาดดดด นอกจากจะโป๊ะต่อหน้าทุกคนเเล้ว ถ้าเกิดเขาคืนให้เราขึ้นมานี่ จบเลย สัมใหม่เลยนะเธอออ ยังดีที่เขายิ้มให้แล้วก็บอกว่า ขอเก็บไว้ก่อนนะ ยังไม่คืน เลยเรียกสติกลับมาได้ ฉะนั้นจงทำตามคำเตือนเรื่องการนอนด้วยเด้อ

จบการสัมภาษณ์ด้วยเวลาไม่ถึง 1 นาที แอร่กกกก

เราสัมเร็วมาก บางคนโดนถามนานก็มี แต่ไม่เกินสองนาทีนะ ลืมบอก เราสัมกับช่องขวา ช่องซ้าย สำเนียงจะฟังยากกว่าขวานิดนึง ต้องจับดีๆ ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบตอบ บางที what กับ where ซึ๋งไม่น่าจะฟังผิดก็ยังมีคนฟังผิดมาแล้ว ให้มั่นใจว่าเราเข้าใจคำถามถูกต้องแล้วค่อยตอบ ไม่งั้นก็ขอทวนคำถามใหม่ได้ แต่ไม่ควรทวนทุกคำถาม เพราะเขาจะเข้าใจว่าเราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลย

คำถามอื่น ๆ ที่เพื่อนเราเจอก็มี
ทำไมถึงเลือกมาทำงานที่เมืองนี้ 
หลังโครงการทำอะไรต่อ
มีแพลนเที่ยวไหนบ้าง
รู้อะไรเกี่ยวกับนายจ้างบ้าง


เห็นไหมว่าการสัมภาษณ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะถ้าเราทำการบ้าน อ่านข้อมูลการทำงาน ข้อมูลนายจ้าง เมืองที่ไป รู้ว่าตัวเองจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร และมีหลักประกันว่าจะกลับมาไทยหลังจบโครงการแน่ ๆ พอเรามั่นใจ เขามั่นใจ อะไร ๆ ก็จะผ่านไปได้ด้วยดีจ้า

แค่เพื่อน ๆ มี สติ รอยยิ้ม ความมั่นใจทั้งแววตาและน้ำเสียง 
แค่เพื่อน ๆ มี สติ รอยยิ้ม ความมั่นใจทั้งแววตาและน้ำเสียง
เชื่อว่าทุกคนจะผ่านการสัมครั้งนี้แน่นอน
ส่วนใครที่ไป YSN 2017 แจกันจ้าาาา

ขอให้ทุกคนโชคดี เย้เยยยยยย

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Animal Inspired : ผีเสื้อปีกหัก

ผีเสื้อ เป็นสัตว์ปีกที่สวยงาม มันบินได้เพราะปีก และปีกของมันก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยลวดลายต่างๆ บ้างก็เป็นลายสีสันสวยงาม บ้างก็เป็นเพียงสีขาวดำเอาไว้หลอกตาศัตรู “ ปีกของผีเสื้อสำคัญที่สุด ขาดปีก มันก็บินไม่ได้ แล้วคนเราล่ะ....อะไรสำคัญที่สุด ” สิ่งที่เราใฝ่ฝันมาว่าชั่วชีวิตหนึ่ง อยากได้ อยากมี อยากเป็น เราขาดมันได้หรือไม่ ถ้าเราขาดมันได้ แล้วอะไรล่ะ ที่เราลืมไปแล้ว ว่ามันคือสิ่งที่เราไม่ต้องไขว่คว้า ยามที่เราท้อ เราพ่ายแพ้ หมดหวังในชีวิต มันก็อยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่รอเวลาที่จะถูกใช้เพียงเท่านั้น คำตอบอยู่ไม่ไกลตัวเรานี่เอง  “ปล่อยวาง... คำคำเดียวที่ทำให้โลกของเราสดใสขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ คำที่ผีเสื้อปีกหักจะพูดกับตัวเองได้ในวันที่แพ้ จนถึงวันนั้น แม้มันไม่มีปีก มันก็จะไม่เสียใจ” เพียงแค่เราปล่อยวาง สิ่งที่ผิดพลาดไปวันนั้น สิ่งที่เป็นบาดแผล ตอกย้ำหัวใจของเรา ก็จะค่อยๆหายไป ผีเสื้อปีกหัก ก็จะโบยบินไปในโลกของตัวเอง อย่างไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป Inspired by  Butterfly

สร้าง กำลังโต

เรียกฉันว่า... "กำลังโต" ถึงใครที่ผ่านเข้ามา เดี๋ยวนี้คนออกมาเขียนบล็อกกันเยอะไปหมด บางคนมีความตั้งใจ บางคนหมดไฟ ต้องออกมาเขียนระบายความในใจ ซึ่งจริง ๆ เเล้วการเขียนมันก็เหมือนกับเราได้คุยกับคนคนหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามเเผ่นกระดาษ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเขียนอะไรไปเขาก็รับฟังหมด ที่ปรึกษาที่ดี แล้วมาเขียนบล็อกทำไม? เเต่ที่มาเขียนในนี้ไม่ได้จะมาคุยกับใครนะ จะคุยกับตัวเองนี่เเหละ เพราะคิดว่าเราห่างหายจากการทบทวนความต้องการของตัวเองมานานเเล้ว ไม่รู้กี่ปีที่ไม่ได้ถามว่า อยากทำอะไร มีอะไรที่อยากเเล้วไม่ได้ทำบ้าง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เราจับพลัดจับผลูได้เริ่มทำงาน หลังจากที่เรียนจบ ต่อด้วยโครงการเวิร์คแอนด์เทรเวลที่อเมริการ่วมสี่เดือน ทั้ง ๆ ที่อีกหนึ่งเดือนจะสอบวัดระดับภาษาแล้ว เเพลนเรียนต่อก็มี เเต่ก็คิดว่าน่าจะมีเวลาเหลือพอมานั่งทบทวน อ่านหนังสือสอบได้ ไปๆมาๆ งานมันค่อนข้างยาก เเละเราเองก็ใหม่กับทุกสิ่งในตัวงานที่มอบหมายมาเลยก็ว่าได้ เราเป็นคนที่พรีเซ็นต์งานไม่เก่ง นี่คือจุดด้อยของเรา คือข้อมูลมีเยอะ เเต่เราไม่สามารถเล่าเรื่องออกมาให้เหมือนกับเล่านิทานก่อนนอนได้