ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ซุ้มสอยดาว

หญิงสาวคนเดิม เดินกลับบ้าน สะบัดร่มที่เปืยกฝน เท้าสองข้างถูพรมก่อนก้าวเข้าบ้าน  เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตั้งอยู่

โหลแก้วที่ใส่ดาวกระดาษอยู่เต็ม กระดาษเหล่านั้นเปื่อยเล็กน้อย เพราะเปลี่ยนที่อยู่จากตู้โชว์ ไปอาศัยร่มของเล็บครุฑพุ่มสวยที่ปลูกไว้ ประกอบกับช่วงนี้ฝนตกหนัก ดาวที่อยู่ข้างในกลายเป็นสีเดียวกัน จำไม่ได้เลยว่าเมื่อก่อนเคยเป็นสีอะไร ฟ้า เทา ชมพู เขียว ความสับสนในจิตใจถูกสายฝนชำระล้างไปหมดเเล้ว 

จนถึงตอนนี้ ดาวกระดาษในโหลแก้วไม่มีความหมายอีกต่อไป เอาล่ะ ถึงตอนนี้เเล้ว คงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เธอใช้ปากกาบรรจงวาดความใส่ใจลงไปทีละนิด  ลูกอมเพิ่มความหวาน แก้วน้ำไว้ใส่น้ำดื่มประทังชีวิต สบู่ก้อนน้อยใช้ทำความสะอาดร่างกายจนหอมหวน

ไม่ต่างอะไรกับซุ้มสอยดาว ต้นไม้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยผล ผลสุก ผลดิบ ผลฝาด  เเละผลที่อร่อยสำหรับแต่ละคน  หน้าตาเหมือนกันเเต่รสชาติต่างกันลิบลับ เธอไม่รู้ว่าเขาจะได้ผลไหนไปกิน แต่หวังว่าสักวัน เขาจะได้ผลที่รสชาติถูกใจจากซุ้มสอยดาวซุ้มนี้ เเละสามารถรับรู้ความรู้สึกต่างๆผ่านรสชาติของมันได้
เธอให้เขาอยากสอยดาวบนต้นไม้ของเธอไปเรื่อยๆ รางวัลใหญ่กั๊กไว้ออกทีหลัง เเต่ถ้าโชคดี คงไม่ต้องรอนาน

ซุ้มสอยดาวนี้ เปิดทุกวันที่อยากเปิด ปิดทุกวันที่อยากปิด บางทีฉลากรางวัลใหญ่ก็ถูกดึงออก เมื่อเจ้าของรู้สึกไม่เเน่ใจหรือไม่อยากให้รางวัลนั้นเเล้ว

เธอดีใจ ที่เขาเดินเข้ามาในซุ้มเล็กๆของเธอ พร้อมรอยยิ้ม เเละเเววตาซุกซน น่าค้นหา
เธอดีใจ ที่เขาพาเธอออกจากซุ้มสอยดาว ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ
เธอดีใจ ที่เขามองมาที่เธอ อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่งที่สายตาสองเราประสานกัน

น่าเสียดาย ที่ซุ้มของเธออยู่ที่ใดที่หนึ่งได้ไม่นาน เวลาถูกกำหนดเอาไว้   อีกเดี๋ยวเธอก็ต้องย้าย  ไกลออกไป ไกลออกไป ไกลจนไม่รู้ว่าจะมีขาประจำตามมาหรือเปล่า เเล้วเธอก็จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ซู่...ซ่า...ซู่...ซ่า...
สายฝนกระหน่ำเทลงมาไม่ทันตั้งตัว
โชคไม่ดี ที่ซุ้มสอยดาวของเธอไม่ได้อยู่ภายในอาคาร เเล้วมันก็เปียก ผลไม้กระดาษสีซีดไม่ต่างอะไรกับดาวกระดาษในโหลแก้ว

ลาก่อนซุ้มสอยดาว...
ซุ้มที่ทำให้เขาเข้ามาในชีวิต
ซุ้มที่ทำให้เธอมีข้ออ้างในการเจอเขา
ซุ้มที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดระหว่างสองเรา
ซุ้มที่ทำให้เงาของเราเท่ากัน
;)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Animal Inspired : ผีเสื้อปีกหัก

ผีเสื้อ เป็นสัตว์ปีกที่สวยงาม มันบินได้เพราะปีก และปีกของมันก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยลวดลายต่างๆ บ้างก็เป็นลายสีสันสวยงาม บ้างก็เป็นเพียงสีขาวดำเอาไว้หลอกตาศัตรู “ ปีกของผีเสื้อสำคัญที่สุด ขาดปีก มันก็บินไม่ได้ แล้วคนเราล่ะ....อะไรสำคัญที่สุด ” สิ่งที่เราใฝ่ฝันมาว่าชั่วชีวิตหนึ่ง อยากได้ อยากมี อยากเป็น เราขาดมันได้หรือไม่ ถ้าเราขาดมันได้ แล้วอะไรล่ะ ที่เราลืมไปแล้ว ว่ามันคือสิ่งที่เราไม่ต้องไขว่คว้า ยามที่เราท้อ เราพ่ายแพ้ หมดหวังในชีวิต มันก็อยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่รอเวลาที่จะถูกใช้เพียงเท่านั้น คำตอบอยู่ไม่ไกลตัวเรานี่เอง  “ปล่อยวาง... คำคำเดียวที่ทำให้โลกของเราสดใสขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ คำที่ผีเสื้อปีกหักจะพูดกับตัวเองได้ในวันที่แพ้ จนถึงวันนั้น แม้มันไม่มีปีก มันก็จะไม่เสียใจ” เพียงแค่เราปล่อยวาง สิ่งที่ผิดพลาดไปวันนั้น สิ่งที่เป็นบาดแผล ตอกย้ำหัวใจของเรา ก็จะค่อยๆหายไป ผีเสื้อปีกหัก ก็จะโบยบินไปในโลกของตัวเอง อย่างไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป Inspired by  Butterfly

'90วัน ฉันจะไปเวิร์ค' [WAT2017] EP02: สัมภาษณ์วีซ่า J-1

เข้าเดือนกุมภาแล้ว หลาย ๆ เอเจ้นท์ก็ทยอยปิดรับสมัครโครงการ  Work and  Travel 2017  แต่สำหรับใครที่เพิ่งรู้ตัว เฮ้ย ฉันก็อยากจะไปเวิร์คบ้างเหมือนกัน ไม่ต้องตกใจไป ยังมีเอเจ้นท์บางส่วนที่ยังเปิดรับสมัครอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หาข้อมูลไว้เยอะ ๆ เพราะว่าการสมัครกันโค้งสุดท้ายก็มีสิ่งที่ต้องระวังนั่นก็คือเรื่องงาน งานที่เหลืออยู่ก็จะน้อยมาก และมักจะเป็นงานที่คนอื่นไม่เลือกทำเพราะหลาย ๆ เหตุผล อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจกันด้วยเด้ออออ   เอ้า ส่วนใครที่ผ่านขั้นตอนการสมัครมาแล้ว ได้งานแล้ว กำลังเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์วีซ่า ก็มาทางนี้เลยยยยย เย่ (ขออภัยไม่มีรูปปลากรอบ เพราะไม่ได้พกมือถือไปปปป) เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เข้ามาอ่าน น่าจะเข้าไปส่องรีวิวพันทิปมาหลายกระทู้แล้ว ใช่มะ เรารู้ เพราะเราก็เป็น แกรรรรร รีวิวตั้งแต่ยามหน้าประตูยันลักษณะเข้าหน้าที่สัมภาษณ์แต่ละคน เราต้องเตรียมตัวแบบไหน เขาจะถามอะไรบ้าง ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องทำยังไง เราจะมาเคลียร์กันไปทีละคำถามเนอะ [ เอกสารใช้สัมภาษณ์วีซ่า]   ** สำคัญมาก ไม่มีไม่ได้เข้าสัมภาษณ์เด้ออ** 1. ใบคำร้องยื่นข...

สร้าง กำลังโต

เรียกฉันว่า... "กำลังโต" ถึงใครที่ผ่านเข้ามา เดี๋ยวนี้คนออกมาเขียนบล็อกกันเยอะไปหมด บางคนมีความตั้งใจ บางคนหมดไฟ ต้องออกมาเขียนระบายความในใจ ซึ่งจริง ๆ เเล้วการเขียนมันก็เหมือนกับเราได้คุยกับคนคนหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามเเผ่นกระดาษ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเขียนอะไรไปเขาก็รับฟังหมด ที่ปรึกษาที่ดี แล้วมาเขียนบล็อกทำไม? เเต่ที่มาเขียนในนี้ไม่ได้จะมาคุยกับใครนะ จะคุยกับตัวเองนี่เเหละ เพราะคิดว่าเราห่างหายจากการทบทวนความต้องการของตัวเองมานานเเล้ว ไม่รู้กี่ปีที่ไม่ได้ถามว่า อยากทำอะไร มีอะไรที่อยากเเล้วไม่ได้ทำบ้าง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เราจับพลัดจับผลูได้เริ่มทำงาน หลังจากที่เรียนจบ ต่อด้วยโครงการเวิร์คแอนด์เทรเวลที่อเมริการ่วมสี่เดือน ทั้ง ๆ ที่อีกหนึ่งเดือนจะสอบวัดระดับภาษาแล้ว เเพลนเรียนต่อก็มี เเต่ก็คิดว่าน่าจะมีเวลาเหลือพอมานั่งทบทวน อ่านหนังสือสอบได้ ไปๆมาๆ งานมันค่อนข้างยาก เเละเราเองก็ใหม่กับทุกสิ่งในตัวงานที่มอบหมายมาเลยก็ว่าได้ เราเป็นคนที่พรีเซ็นต์งานไม่เก่ง นี่คือจุดด้อยของเรา คือข้อมูลมีเยอะ เเต่เราไม่สามารถเล่าเรื่องออกมาให้เหมือนกับเล่านิทานก่อนนอนได้